The first printed edition of Blanket Magazine is here <3
พรุ่งนี้จะครบ 1 ปีของการมาอยู่ลอนดอนแล้วหละ times fly มันเป็นอย่างนี้นี่เอง
ช่วงนี้ปิดเทอมระหว่างปีเลยพยายามจะทำอะไรที่เคยคิดอยากจะทำแต่ช่วงก่อนไม่มีเวลา เช่น ไปซื้อปากกามาหัดเขียน calligraphy มันยากใช่เล่นเลยนะนี่ ตามด้วยการทำเว็บพอร์ตใหม่: www.cargocollective.com/paka-anong ซึ่งกำลังคิดว่าจะจด .com อันใหม่เร็วๆนี้เพื่อให้ดูจริงจังเป็นการเป็นงานมากขึ้น แล้ว petite-me.com ก็อาจจะไม่ค่อยได้ใช้แล้วสิ
มันนำไปสู่ความคิดที่ว่าอาจจะย้ายบล๊อกกลับไปอยู่ตามเว็บฟรีอย่าง wordpress หรือ blogspot น่าจะดีกว่าสำหรับการไม่ค่อยได้อัพเดทอะไรแบบนี้น่ะ (ขออนุญาตโทษ facebook เพราะทำอะไรมาก็ไปแปะบนนั้นหมด งอน)
เมื่อวานพี่เบลได้แนะนำให้เรารู้จักกับ designer ชาวเบลเยี่ยมคนนึง (ผ่านการเสิร์ช google
) ชื่อ Sara De Bondt ซึ่งทำงานกราฟฟิกและงานดีไซน์เกี่ยวกับกระดาษได้น่าประทับใจทีเดียว งานเก่าๆของเค้าหลายอันที่เราเคยเห็นแล้วชอบแต่ไม่ได้สนใจว่าใครเป็นคนทำ เช่นงาน double-sided postcard ขำๆ ที่ทำให้ mr postman งงเล่น เป็นต้น
ล่าสุดเค้าออกแบบหนังสือให้ Jonathan Safran Foer เป็นหนังสือที่ die cut ทุกหน้าทั้งเล่ม ทำให้เกิดการใช้คำในหน้าถัดๆไปในการสร้างเรื่องราวให้กับหน้าปัจจุบัน ดูน่าสนใจกำลังคิดจะซื้อหามาลองอ่านและเก็บสะสมอยู่หละ
อ้อ.. ลืมอัพเดทอีกหนึ่งแผนการสำคัญในชีวิต คิดว่าจะสมัครเรียนคอร์ส MA Bookart ที่ Camberwell ในปีหน้าหลังจบ MACD ที่กำลังเรียนอยู่นี้อะ 24 ปีผ่านไปแล้ว ค้นหาตัวเองไม่เจอซักที แต่คิดว่า bookart นี่จะเป็นคำตอบสุดท้ายละ
professional practice lecture วันนี้ lecturer คุณ Sam Winston น่าก้มกราบจนต้องเอามาเขียนลงบล๊อก ก่อนไปฟังดูงานในเว็บรู้สึกว่างานน่ารักจัง (ตอนแรกดูแต่งานไม่ได้ดูชื่อนึกว่างานผู้หญิง)?พอไปเจอตัวจริงเป็นคนโปกฮามาก ขัดกับงานที่ฟังเค้าพูดแล้วรู้สึกว่าทุกรายละเอียดมีความหมายและจริงจัง ดูเป็นคนมีปรัชญากับทุกอย่างรอบตัว เค้าเล่าถึงงานสลับกับให้ข้อคิดแทรกตลอด ประโยคทองเยอะจนจดไม่ทันเลยทีเดียว
อย่างงานรูปข้างบน เค้าเขียนหนังสือเล่าเรื่องโดยที่ต้องอ่านลงมาแนวดิ่ง แต่ในแนวขวางก็มี definition ของแต่ละคำอยู่ด้วย แล้วก็ปรับตัวอักษรให้เป็นรูปร่างตามความหมายของคำนั้นๆ คืออ่านเป็นเรื่องได้ แล้วรู้ความหมายได้ด้วยเหมือนเป็น dictionary หนังสือเล่มนี้ไม่ธรรมดา
ข้างบนนี่ก็เป็นอีกงานที่ฟังแล้วอึ้ง เค้าใช้เวลา 6 เดือนวาดวงกลมเป็นแสนๆวงแทนอัตราการเกิดและตายของคนบนโลกในนี้ ออกมาเป็นงานกึ่ง information design ที่ถึกและละเอียดยิบ แล้วเราก็เกิดคำถามในใจว่าใครจะไปรู้หละว่าครบแสนวงมั้ย แล้วเค้าก็เปิด slide ต่อไปที่เป็นใบขีดนับจำนวนวงกลมเหล่านั้น .. โอยย นับจริงด้วย กราบบ
พูดเสร็จก็มาดูงานฉบับ print ทุกคนต้องมีก้มมองใกล้ๆแล้วเอามือลูบ ฮ่าๆ
ซูม อยากกราบอีกที แม้จะเป็นฉบับ copy ก็ตาม
เค้านับเจงเจงงง..
คนนี้หละ Sam Winston
Lecture เสร็จ กลับบ้านด้วยความหวังเล็กๆในใจว่าซักวันหนึ่งเราจะทำได้บ้าง ปิดท้ายด้วยประโยคทองที่จดมาได้อันนึง ‘No one is gonna be satisfied with your work as much as you do’
สู้ฮะ
ช่วงนี้ที่ V&A museum มี exhibition ชื่อว่า The Cult of Beauty เกี่ยวกับศิลปะแนว Aestheticism ในยุควิคตอเรียนช่วง 1860-1900 ไปดูมาแล้วชอบมาก อดใจไม่ไหวซื้อหนังสือภาพประกอบของ Walter Crane เรื่อง A Flower Wedding มาด้วย

เมื่อวานเลยชวนพี่นุ่นพี่เบลไป workshop ของ exhibition นี้ เป็น workshop ที่ตอนแรกไม่รู้ว่าทำอะไรกันแน่ แต่ไปถึงแล้วก็พบว่าเป็นงาน stitching ผ้า ที่ใช้งานภาพประกอบหนังสือเด็กของ Walter Crane มาเป็น?reference โดยการสอนของคุณ?Rosalind Wyatt ศิษย์เก่า RCA ที่งานเค้านั่งปักผ้าด้วยมือเป็นลายมือตัวหนังสือแทนการเขียน ถึกมาก และมีคุณค่าสุดๆ

สามสาวเฟรเซอร์จึงได้นั่งเย็บผ้ารีดลายกัน ท่ามกลางผู้ร่วม workshop คนอื่นๆที่ส่วนมากเป็นแก๊งคุณยาย ไม่ก็คุณแม่ที่พาเจ้าจิ๋วมานั่ง collage ผ้าเล่นด้วย สนุกสนานกันไป

นั่งเย็บกันจนลืมเวลา รู้ตัวอีกทีบ่ายสองหิวข้าวแล้ว เลยโบกมือลาหอบเอาผ้ากลับไปเย็บต่อที่บ้าน แล้วไปหม่ำกันแถวหน้า V&A ที่ร้าน Patisserie Valerie

จบไปอีกหนึ่งกิจกรรมใกล้บ้านในวันเสาร์ครึ้ม ที่ข้างนอกลมแรงจนพัดเอาละอองดอกต้น London Plane ปลิวว่อนไปทั่วจนเราจามน้ำตาไหล ฮัดชิ้ว~
จบไปแล้ว assessment ครั้งแรกในการเรียน MA ของเรา?โปรเจคเกี่ยวกับ beauty perception ว่าด้วยทัศนคติของคนที่มีต่อความงามของผู้หญิง จากการ research พบว่าความงามในอุดมคติของผู้หญิงโดยเฉพาะคนไทยเปลี่ยนไปเรื่อยๆตามกระแสของสื่อ เราเลยลองสังเกตเปรียบเทียบนางสาวไทยซึ่งเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของความงามในอุดมคติ ว่าตั้งแต่นางสาวไทยคนแรกถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่และอย่างไร






เป็นโปสการ์ดที่ทำไปแจมกับโปรเจคช่วยญี่ปุ่นของพี่เบล บางส่วนก็ถูกตั้งโต๊ะวางขายในงาน exhibition ของเราและเพื่อนในคลาส ส่วนตอนนี้เปิดขายออนไลน์แล้วที่ www.facebook.com/DearJapanPostcard ช่วยๆทำบุญอุดหนุนกันนะค้า
เมื่อ my first snow มาถึง เราก็รู้สึกได้ทันทีถึงวันหยุดที่แสนจะมีความสุข อยากจะแจกจ่ายความสุขจากเกล็ดหิมะน้อยๆไปให้คนที่อยู่ไกลโพ้นได้หนาวไปด้วยกันโดยพร้อมเพรียง โปสการ์ดเกล็ดหิมะเลยถูกส่งไปตามบ้านทั้งใกล้และไกล เมอรี่คริสต์มาสและสวัสดีปีใหม่ 2011 นะทุกคน!
brief สุดท้ายของเทอมแรก มีชื่อว่า ‘The Art of Looking Sideways’ ว่าด้วยการมองสิ่งต่างๆในแง่มุมที่ต่างออกไป โดยตั้งคำถาม what if.. ขึ้นมาแล้วทำการทดลองเพื่อหาคำตอบหรือไอเดียใหม่ๆที่อาจพบได้ระหว่างทาง
Experiment 01: colours, personal narrative, definitions
‘What if I could change the names of colours?’

Experiment 02: colours, discourse, food
‘What if the colour of food is changed?’

Experiment 03: colours, physical methodology, music
‘What if music could be seen in colour?’

วันหนึ่ง ณ Kensington Garden?ตอนแรกกะจะมาแบบสวยๆเก๋ๆ แต่โดนพยากรณ์อากาศหลอกว่าจะมีแดดซึ่งก็ไม่มี เลยเดินอยู่ในปาร์คคนเดียวท่ามกลางอากาศหนาวแบบแป่วๆ พลางนึกในใจว่ามนุษย์ขี้เหงา ชอบคิดไปเองว่าเวลาอยู่คนเดียวแล้วจะต้องเหงา ตีกรอบพื้นที่ให้มีแต่ตัวเองอยู่ในพื้นที่นั้น ทั้งๆที่จริงๆแล้วก็เพิ่งจะมีเด็กฝรั่งฟันหลอถีบสกู๊ตเตอร์ร้องกรี๊ดกร๊าดสวนไป หรือมีน้องหมาดัชชุนวิ่งลากเจ้าของแซงหน้าขึ้นมาจากข้างหลัง แต่มนุษย์ขี้เหงาก็มองเห็นแต่ตัวเองในพื้นที่ที่มองไม่เห็นอันนั้น